AdWords FAQ

September 5th, 2007

Here’s a quick Digital Point AdWords forum FAQ.

Q: I Just got started/am planning to start with AdWords. What should I read first?

A: Check out the official AdWords Learning Center.

Q:What is the quality score?

A: AdWords Quality Score defined.

Q: Why can’t I see my AdWords ad?

A: Start with: Can’t see my AdWords ad.

Q: Can I have multiple AdWords accounts?

A: Official Google response.

Q: I have to bid $5 or $10 just to activate a keyword. Why?

A: You need to improve your keyword’s quality score.

Q: How often does AdWords reevaluate my landing page?

A: “AdWords visits and evaluates advertiser landing pages on a regular basis.”

Q: How often do you visit landing pages and update Quality Scores?

A: We plan to visit pages at least once a month but may do so more often.

Q: I’m getting lots of impressions but no clicks. What should I do?

A: You should optimize your campaign.

Q: Why is AdWords is ignoring my daily budget?

A: Make sure you understand how Google treats the daily budget number.

Q: How do I get my ad in the top position (blue box) every time?

A: You can’t guarantee it but you can take steps in the right direction.

Q: How does AdWords rank ads?

A: Here’s how Google ranks ads for the search and content networks.

Q: What is the AdWords trademark policy?

A: The AdWords blog posted a two part series explaining the AdWords trademark policy in great detail. Part 1. Part 2.

Q: Does using AdWords affect my “natural” Google results for my website?

A: No. Using AdWords does not have a direct impact on Google’s natural/organic results.

Q: How do I contact an AdWords representative?

A: Use the contact form or call them @ 1.866.246.6453. Google’s HQ address is:

Google Inc.
1600 Amphitheatre Parkway
Mountain View, CA 94043

Q: What is Dynamic Keyword Insertion (DKI)?

A: See this thread - AdWords Dynamic Keyword Insertion

Know of some other common AdWords questions that I should add? Send me a private message. For other PPC tips and news check out my blog, PPC Discussions.
__________________
My Blog - PPC Discussions | My Sphinns | Search Digital Point

How NOT to Get Your Black Hat Sites Banned From Google

September 5th, 2007

If you want to keep your income more than what it takes to take a piss, then you need your sites to stay in the index forever. Well, maybe not forever, but I guess at least 10 times what it takes you to generate them and promote them. Less than that and we are running the rat race, and that’s what we re trying to get away from, right? 9 to 5s?
So how do I keep these 10 sites in the index?

  • not link spamming heavily (and keeping the link spamming niche-targeted)
  • having original content (not human written content, but original)
  • avoiding footprints (footprint sources are: page generator, templates, linking patterns)
  • avoiding n aggressive Adsense CTR

In theory if you achieved all these to its full extent your sites would stay in the index forever. But we all know how moody the big G is. However I think these steps will give your sites real staying power so you can sleep somewhat peacefully.

Adsense site : My Selected Tools

August 27th, 2007
  • Keyword and Niche research - Keyword Elite, ClickadEqualizer, …
  • Website & Blog Building - Blogger, Maxx Human-Like Content Autogen, Joomla
  • Content Auto Gen - Instant Article Wizard* (I do not focus on start writing from scratch)
  • Content Rewriting - Content Rewriter Pro*, SpeedRewrite, Unique Content Pro
  • Traffic Building

Traffic Tool : BookmarkingDemon

August 27th, 2007

หนึ่งในวิธีสำคัญในการสร้าง Traffic ทุกวันนี้ก็คือ การ Bookmark ใน Social Bookmarking Service ต่างๆ เช่น del.icio.us, furl,  …

SEO Tips for Blogging

August 26th, 2007

Flooding your site with targeted traffic.

August 26th, 2007

หลังจากเรามีเว็บหรือบล็อกกันเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่สำคัญต่อมาก็คือการได้มาซึ่ง Traffic หรือทำให้คนเข้ามาชม ให้มากที่สุด คือการทำ SEO (Search Engine Optimization) คือการปรับแต่งเว็บไซต์เพื่อให้ติดอันดับ Search Engine ต่างๆ แบบนี้ต้องใช้ความสามารถหลายๆ ด้านรวมกัน และผลการอันดับที่ถูกจัดโดยแต่ละ Search Engine แตกต่างกันไปตาม Algorithm แต่สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มหลักคือ In-Page Factor และ Off-Page Factor

http://www.seomoz.org/article/search-ranking-factors 

  • In-Page Factor เป็นการปรับแต่งเว็บเพจของเราเองเพื่่อให้ Search Engine จัดอันดับให้ได้ดีที่สุด แบ่งออกเป็น
  • Web Design ที่ต้องออกแบบโครงสร้าง HTML เว็บให้เหมาะสมซึ่งประกอบไปด้วยหลายๆ อย่าง เช่น การกำหนด Title, การวางเนื้อหา, การทำ HTML ให้ได้มาตรฐาน รวมถึงการตั้งชื่อไฟล์ หรือ ทำให้ URL เหมาะสม หรือที่เรียกกันว่า SEF (Search Engine Friendly), Unique title tags,H1s/headlines, Adding descriptions to images,Crawlable links, Internal navigation ฯลฯ
  • Web Programing อาจต้องมีการเขียนโปรแกรมหรือ script เพื่อให้เว็บมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย ไม่เป็นเว็บตายหรือหยุดนิ่ง หรือที่เรียกกันว่า Dynamic Web นั่นเอง ซึ่งรวมไปถึงการใช้ภาษา Server Side ต่างๆ เช่น ASP, PHP และ Client Side อย่าง Javascript หรือ VBscript
  • Copywriting คือการเขียนหรือเรียบเรียงเนื้อหาในเว็บไซต์ใหม่ให้เป็นที่โปรดปรานของ Search Engine เช่นถ้าเราต้องการให้เว็บถูกจัดอันดับต้นๆ เมื่อมีการ Search ด้วย Keyword ที่เราต้องการ เราก็ต้องทำ Copywriting เนื้อหาให้ประกอบด้วย keyword นั้นๆ ในจำนวนที่เหมาะสม และิอยู่ในตำแหน่งที่ดี ไม่น้อยเกินไปหรือมากเกินไป ซึ่งจะทำให้เป็นการ Spam keyword ไป อาจทำให้ถูกแบนจาก Search Engine ไปเลย กรณีนี้ต้องศึกษารายละเอียดให้ดี
  • Off-Page Factor เป็นค่าต่างๆของเว็บเพจเราที่เกิดจากปัจจัยภายนอกที่เราไม่สามารถแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงได้โดยตรง เช่น
    • PR (Page Rank) เป็นค่าที่ Search Engineให้คะแนนเว็บเพจแต่ละหน้า หากเว็บเพจใดมีค่า PR สูง และมีการปรับแต่ง In-Page Factor ไว้ดี ก็จะมีโอกาสติดอันดับที่ดีได้มากกว่า
  • In-Page Factor สำหรับการปรับแต่งข้างต้นคือ Web Design, Web Programing and Copywriting เห็นได้ว่าเป็นการปรับแต่งในเว็บเพจของเราเอง จึงถือว่าเป็นส่วนหนึ่่งของ In-Page Factor Search Engine ต่างๆ ให้คะแนนหน้าเว็บ (Webpage) แยกแต่ละหน้าเป็นค่า PR (Page Rank*) ที่มีผลต่อการจัดอันดับ เหล่านี้เราเรียกว่า In-Page Factor คือการปรับแต่งเว็บของเราเองซึ่งมีผลประมาณ 20%-30% เท่านั้น ต่างๆ กันไปสำหรับแต่ละ Search Engine และนอกเหนือจากนี้ก็จะเป็น Off-Page Factor คือค่าต่างๆ ที่อยู่นอกเว็บของเรา ขอยกตัวอย่างเฉพาะที่มีผลค่อนข้างมากก็คือ Back Link ซึ่งมีผลค่อนข้างมาก หมายถึง การมี Link จากเว็บอื่นๆ มายังเว็บเพจของเรา โดยเฉพาะเป็นลิ้งค์ทางเดียวที่ลิ้งค์มาหาเราโดยที่เราไม่ได้ลิ้งค์กลับไปจะทำใหัมีผลต่อคะแนนของเว็บเพจเรามากยิ่งขึ้น

คือซึ่งก็มีหลายๆ วิธีการเช่น Articles, Press Releases, Forums, Comment Posting, Voodoo Blogging, Social Bookmarking ฯลฯ เหล่านี้ ถือเป็นวิทยายุทธที่เหล่า Monetizer พึงเรียนรู้ไว้ให้มากที่สุด และศึกษาค้นคว้าหาเทคนิคต่อๆ ไป เพราะแต่ก่อน Who owns land, who rich. แต่ยุคนี้ who own traffics … who rich !!! ผู้ที่มี traffic มากคือผู้ที่ (มีโอกาส) รวย นั่นเอง ดังนั้นเรามาเริ่มสร้างที่มาแห่งความร่ำรวยกันครับ


  • Articles
  • Press Releases
  • Forums
  • Comment Posting
  • Voodoo Blogging
  • Social Bookmarking
  • Ping (eg. Pingoat)
  • web 2.0 traffic & Promotion

Network Effect ถ้าโลกนี้มีคนใช้ YouTube, eBay, Pantip แค่คนเดียว ผมก็คงไม่ใช้เว็บเหล่านี้เหมือนกัน

August 24th, 2007

แต่จะด้วยความบังเอิญหรือไม่ก็แล้วแต่ ก็มีคนทั่วโลกนับล้านคนที่ใช้บริการเว็บเหล่านี้

Network Effect คือคุณลักษณะที่คุณค่าหลักของสินค้าหรือบริการหนึ่งๆ ไม่ได้อยู่ที่คุณสมบัติของสินค้าหรือบริการนั้นๆ แต่อยู่ที่จำนวนผู้ใช้สินค้าหรือบริการ ยิ่งมีจำนวนมาก คุณค่าก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้น

ยก ตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆ ก็คือถ้าทั้งโลกนี้มีคนใช้โทรศัพท์แค่คนเดียว คุณคงไม่คิดอยากมีโทรศัพท์ใช้ นอกจากว่าคุณจะเป็นญาติพี่น้องหรือเพื่อนของคนเดียวคนนั้นที่มีโทรศัพท์ใช้ เพื่อที่คุณจะได้ใช้ติดต่อสื่อสารกับเขาได้ หรืออาจจะเพียงเพื่อความเท่ที่ได้เป็นคนรุ่นแรกๆ ที่ได้ใช้โทรศัพท์ก็ได้ แต่พอญาติพี่น้องของคนเดียวคนนั้นเริ่มใช้โทรศัพท์ ก็จะมีญาติพี่น้องของญาติพี่น้องที่อยากใช้บ้างตามมา ท้ายที่สุดแล้วผู้ใช้โทรศัพท์ก็ขยายเป็นเครือข่ายออกไปทั่วโลก

คุณ ค่าหลักของโทรศัพท์จึงไม่ได้อยู่ที่แผงวงจรอิเล็คทรอนิคส์ภายในเครื่อง ไม่ได้อยู่ที่รูปลักษณ์อันสวยงามจับถนัดมือของตัวเครื่อง แต่อยู่ที่เครือข่ายโทรศัพท์ที่เชื่อมโยงถึงกันทั่วทั้งโลก จนเมื่อโทรศัพท์กลายเป็นสินค้าพื้นฐานที่ใช้กันทั่วโลกแล้ว ผู้คนก็จะไม่ได้พิจารณาเรื่องคุณค่าของเครือข่ายการสื่อสารอีก แต่จะไปสนใจที่ความสามารถพิเศษของเครื่องโทรศัพท์แทน

หลักการของ Network Effect ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับบริการออนไลน์หลายอย่าง ที่โด่งดังมากในช่วงยุคดอทคอมบูมก็คือโปรแกรม ICQ ซึ่งเป็นโปรแกรมสำหรับการสื่อสารด้วยข้อความแบบทันใจ (Instant Messaging) คุณค่าของโปรแกรมนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับคุณค่าของเครือข่ายโทรศัพท์เลย ถ้าคุณไม่มีคนรู้จักที่ใช้โปรแกรมนี้ คุณก็คงไม่รู้ว่าจะใช้มันไปทำไม

Network Effect ที่ใช้จับคู่คนสองคนเข้าด้วยกันอีกแบบหนึ่งก็คือ eBay ซึ่งเป็นตลาดประมูลสินค้าออนไลน์ ทำหน้าที่จับคู่ผู้ขายสินค้าเข้ากับผู้ซื้อสินค้า ด้วยความนิยมที่แพร่กระจายไปทั่วโลก ทำให้เราสามารถขายสินค้าไทยให้กับคนอเมริกันได้โดยที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็ นั่งอยู่ที่บ้านในประเทศของตัวเอง

นอกจากเครือข่ายของการสื่อสารและ การจับคู่คนแล้ว Network Effect ยังถูกนำมาใช้อธิบายปรากฎการณ์ของเครือข่ายผู้สร้าง content ด้วย อย่างเช่น YouTube ที่มีผู้คนจากทั่วโลกเข้าไปโพสต์ไฟล์วิดีโอไว้ และให้คนทั่วไปเข้าไปโหลดดูได้ โดยที่ YouTube เป็นเพียงผู้พัฒนาโปรแกรมและผู้ดูแลระบบ แต่ไม่ได้เป็นผู้สร้าง content ขึ้นมาเอง

นอกจาก YouTube แล้วก็ยังมีเว็บไทยๆ อย่าง Pantip ที่มีลักษณะแบบเดียวกัน คือเปิดให้ผู้ใช้เว็บเข้าไปโพสต์ข้อความเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้

แต่ ความท้าทายของเครือข่ายผู้สร้าง content แบบนี้ก็คือใครควรจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อความถูกต้องเหมาะสมของ content ผู้ให้บริการเว็บหรือผู้สร้าง content? รวมถึงบรรทัดฐานความถูกต้องเหมาะสมก็ไม่ค่อยชัดเจนนัก อย่างของ Pantip ความถูกต้องเหมาะสมก็คือการไม่ล่วงละเมิดสถาบัน การไม่กล่าวหาผู้อื่นโดยไม่มีมูลความจริง และการไม่ใช้ข้อความส่อเสียดหยาบคาย บรรทัดฐานนี้คือสิ่งที่ผู้ดูแลเว็บกำหนดขึ้น แต่อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใช้เว็บยอมรับก็ได้ นั่นหมายความว่าถ้าวันหนึ่งที่ผู้ใช้เว็บส่วนใหญ่ไม่ยอมรับกับบรรทัดฐานของ เว็บ ผู้ใช้เว็บอาจจะร่วมกันกำหนดบรรทัดฐานของตัวเองขึ้นมาแทน และถ้าผู้ดูแลเว็บยอมรับไม่ได้ เว็บก็คงต้องปิดตัวลง ดังนั้น กลยุทธ์ของผู้ดูแลเว็บก็คือการรักษาและเพิ่มจำนวนผู้ใช้เว็บที่เห็นด้วยกับ บรรทัดฐานที่ผู้ดูแลเว็บกำหนดขึ้น เพื่อใช้เป็นน้ำดีในการเจือจางผู้ใช้เว็บที่ไม่เห็นด้วยกับบรรทัดฐาน

ยัง มี Network Effect อีกประเภทหนึ่งที่โด่งดังมาก นั่นก็คือ Microsoft Office ที่มีผู้คนทั่วโลกใช้งาน มีไฟล์ Word, Excel, PowerPoint อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วทั้งโลก จนกลายเป็นมาตรฐานที่คนทั่วโลกต้องยอมรับไปโดยปริยาย ถ้าคุณใช้โปรแกรมสำนักงานยี่ห้ออื่นที่อ่านและเขียนไฟล์ของ Microsoft Office ไม่ได้ มันก็เหมือนคุณเป็นคนเดียวในโลกที่พูดภาษาสะเด๋ยบูดู ขณะที่ผู้คนทั่วโลกใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากล

มีทฤษฎีหนึ่งที่ สามารถใช้อธิบายปรากฎการณ์การเกิด Network Effect ได้ นั่นก็คือทฤษฎี Diffusion of Innovation โดยพล็อตกราฟเป็นรูป S-curve ที่มีแกน X เป็นเวลา และแกน Y เป็นจำนวนผู้ใช้งาน

Innovators คือกลุ่มผู้ใช้รุ่นบุกเบิก คนกลุ่มนี้ชอบความแปลกใหม่ รู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นคนแรกๆ ที่ได้ใช้สินค้าหรือบริการที่ออกมาใหม่ รับความเสี่ยงได้ถ้าสินค้าหรือบริการนั้นๆ ยังไม่มีเสถียรภาพนัก หรืออาจจะมีปัญหาอยู่บ่อยๆ ถ้าคุณกำลังพยายามสร้าง Network Effect ให้เกิดขึ้น คนกลุ่มนี้ถือว่ามีค่ามากในฐานะผู้ใช้รุ่นแรกที่พร้อมจะให้คำแนะนำในการ ปรับปรุงสินค้าหรือบริการแก่คุณ และยังเป็นผู้ที่ช่วยประชาสัมพันธ์สินค้าหรือบริการของคุณให้เป็นที่รู้จัก มากขึ้นด้วย

ใครที่เล่น Pantip ตั้งแต่เมื่อสิบปีที่แล้ว ตั้งแต่ยุคที่ยังไม่มีระบบสมาชิก ยุคที่ยังปลอมชื่อกันได้ ยุคที่มีตัวป่วนเข้ามาสร้างความวุ่นวายจนเว็บล่ม ก็ถือได้ว่าเป็น Innovators ของ Pantip ปัญหาข้อผิดพลาดต่างๆ ที่เคยประสบมาในยุคบุกเบิก ทุกวันนี้ไม่ค่อยพบปัญหาเหล่านี้อีกแล้ว เพราะทางเว็บได้นำข้อผิดพลาดไปปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น

Early Adopters คือกลุ่มผู้ใช้ที่มีส่วนสำคัญอย่างมากในการทำให้สินค้าหรือบริการเป็นที่ รู้จักแพร่หลาย คนกลุ่มนี้จะบอกต่อและชักชวนคนรู้จักให้มาซื้อหาหรือใช้บริการเช่นกัน แต่สินค้าหรือบริการก็จะต้องมีเสถียรภาพมากขึ้นแล้ว ไม่เช่นนั้นถ้าคนกลุ่มนี้รู้สึกผิดหวัง พวกเขาอาจจะบอกต่อในแง่ลบได้

ใคร ที่มีเลขสมาชิก ICQ 6 หลัก หรือ 7 หลักต้นๆ ก็น่าจะเป็น Early Adopters ในยุคนั้นคนไทยยังใช้ ICQ กันไม่ค่อยมาก แต่ก็ได้คนกลุ่มนี้นี่แหละที่ช่วยบอกต่อให้เพื่อนๆ มาใช้ จนกลายเป็นเครือข่ายผู้ใช้ ICQ ที่เติบใหญ่ในอดีต

Early Majority และ Late Majority คือกลุ่มผู้ใช้ส่วนใหญ่เหมือนกัน ต่างกันตรงที่ Early Majority จะได้รับอิทธิพลจากกลุ่ม Early Adopters อย่างมาก ประเภทเขาชวนมาเราก็เอาด้วย ส่วน Late Majority จะตัดสินใจช้ากว่านั้น เขาชวนมาเราอาจจะยังไม่เอาด้วย แต่ถ้าเพื่อนในกลุ่มเราทุกคนเอาหมดแล้ว เราก็จะรู้สึกกดดันว่าทำไมตัวเองถึงไม่เอาอยู่คนเดียว

YouTube, Weblog, Social Network อย่างพวก MySpace หรือ Hi5 ณ ปัจจุบันน่าจะเรียกได้ว่าอยู่ในเฟสนี้แล้ว ส่วนเฟสนี้จะกินเวลายาวนานแค่ไหน ก็ต้องดูจากความสามารถในการเติบโต รวมถึงต้องดูว่ามีใครเป็นคู่แข่งบ้าง

Laggards หรือพวกตกยุค คนกลุ่มนี้ไม่ค่อยได้รับแรงจูงใจจากสังคมรอบข้างมากนัก แต่มักจะใช้ประสบการณ์ในอดีตของตัวเองในการตัดสินใจว่าจะใช้หรือไม่ใช้ สินค้าหรือบริการนั้นๆ

คุณพ่อคุณแม่ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป หลายท่านเพิ่งจะมีโทรศัพท์มือถือใช้ ก่อนหน้านี้ท่านอาจจะไม่ใช้ก็เพราะว่าท่านไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องตาม กระแสคนส่วนใหญ่ หรือบางท่านอาจจะใช้ไม่เป็น กลัวการใช้งานเทคโนโลยี กลัวราคาแพง แต่เหตุผลที่เพิ่งตัดสินใจใช้ก็เพราะมันมีประโยชน์ ราคาโทรศัพท์มือถือสมัยนี้ก็ถูกมาก ค่าโทรก็ถูกลงเช่นกัน

ใครที่คิด จะสร้าง Network Effect ให้เกิดขึ้นได้นั้น ปัจจัยสำคัญคือต้องสร้างสิ่งที่แปลกใหม่ต่อกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้เกิดกลุ่ม Innovators ขึ้นมา จากนั้นจะต้องพยายามสร้างโมเมนตัมให้มากขึ้นเพื่อให้เกิดกลุ่ม Early Adopters ที่จะทำหน้าที่เป็นนักประชาสัมพันธ์ให้แบบฟรีๆ ช่วงการสร้างโมเมนตัมน่าจะเป็นช่วงที่ยากที่สุดและเหนื่อยที่สุด เพราะเป็นช่วงรอยต่อของการทำให้คนอื่นรู้จัก ขณะที่ต้องพัฒนาสินค้าหรือบริการให้มีเสถียรภาพมากขึ้นด้วย แต่ถ้าผ่านช่วงนี้ไปถึงช่วง Early Majority ได้แล้ว ทุกอย่างจะหมุนไปได้ด้วยตัวเอง และคุณจะกลายเป็นเสือนอนกินทันที

“Almost” white hat Adsense sites : my way

August 24th, 2007

จากหลัก 7 steps Blueprint

  • Researching the selecting a market รีเสิร์ชหรือวิจัยตลาดแล้วจึงเลือกมาทำ คือหาตลาดเฉพาะ หรือ Niche นั่นเอง แล้วจึงหากลุ่ม Keyword สำหรับ Niche (*อ่านเพิ่มเติมได้ที่ เทคนิคการหา Keyword ให้โดน!!!) ที่เราตรงนี้สำคัญมากต่อการลงทุนหา Traffic หรือพาลูกค้ามาชมแล้วคลิก Adsense ของเรา ไม่ว่าจะด้วยวิธี SEO ให้ติดอันดับต้นๆ หากใช้ Keyword ที่เค้าแข่งกันมากมายอยู่ก่อนแล้ว อาจมีมากกว่าล้านหน้า คงยากที่จะเจอของเรา เช่นเดียวกันกับการใช้ PPC (Pay per click) เช่น adwords ที่ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับ Keyword ที่ประมูล ถ้าเป็น keyword ยอดนิยมอย่างเช่น hotel, mortgage, loan เหล่านี้ อาจต้องจ่ายหลายสิบเหรียญต่อคลิกที่จะพามายังเว็บเรา และก็ยังไม่รู้ว่าจะคลิก Adsense ของเราหรือเปล่า หรืออาจคลิก แต่!! Ad ที่คลิกจะได้ค่าตอบแทนกลับมาเท่ากับหรือมากกว่าที่เราลงทุนจ่ายไปหรือเปล่า … จริงอยู่ว่าใน Adsense อาจได้หลายๆ เหรียญต่อคลิก แต่ก็ไม่ง่ายและไม่มากนักส่วนมากแล้วได้คลิกละ $1-$2 เหรียญก็ถือว่ามากแล้ว ถ้าเราจ่้าย adwords ประมาณ $0.05 หรือต่ำสุดแล้วได้กลับมา $1 เหรียญ ก็ยังได้กำไรถึง $0.95 เหรียญก็ยังถือว่ารับได้ แต่อย่าลืมว่าไม่ใช่ทุกๆ คลิกที่มายังเว็บเราแล้วจะคลิกโฆษณาเราเสมอ ดังนั้นเรื่องที่สำคัญอันดับต่อมาก็คืิอ การหาเทคนิคและกลยุทธต่างๆให้ครบกระบวนท่าเพื่อให้ Adsense ถูกคลิกมากที่สุด
  • Creating your blogs (Website) เมื่อได้ keyword ดีๆ และถูกๆ แล้ว (คนใช้โฆษณาหรือ SEO ยังไม่มาก) คราวนี้เราก็ต้องสร้าง Web หรือ Blog ที่มีเนื้อหาสัมพันธ์กับ Keyword ที่เลือกมาแล้วให้ได้ ตรงนี้่ล่ะครับที่หลายๆ คนร้องจ๊ากแล้วยกธงขาวเลย “ใครจะเขียนบทความไหว กว่าจะได้เรื่องนึงคงเป็นวัน” จริงอยู่เรื่องวิธีที่ดีและถูกต้องที่สุดในการสร้าง Web เพื่อให้ Adsense ออกโฆษณาที่ตรงกับ keyword ที่เราต้องการคือกาีรเขียนบทความขึ้นมาใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นอาหารโปรดสำหรับ Spider ของ Search Engine ต่างๆ แถมเรายังมีโอกาสเขียนให้ตรงกับที่เราต้องการซึ่งมีผลโดยตรงในการติดอันดับดีๆ แต่เรื่องที่ยากและยุ่งหากจะทำธุจกิจ Adsense คือเราคงไม่มีเวลามาเขียนได้ขนาดนั้น (มีข้อมูลว่ามีบางคนสามารถทำเว็บที่เขียนบทความขึ้นมาเองได้ค่าโฆษณาจาก adsense เดือนละหลายแสน ซึ่งเป็นเว็บที่มีคนเข้าชมมากมายทุกๆ วัน ซึ่งหมายถึงบทความหรืิอผู้เขียนเป็นที่นิยมนั่นเอง) ส่วนสำหรับมือใหม่อย่างเราจึงมี Tools เครื่องมือช่วยทำเว็บไซต์ให้พร้อมหาบทความที่เกี่ยวข้องกับ keyword ให้ หลายๆ โปรแกรม โดยวิธีต่างๆ กันไป เช่้น HyperVRE หรือ TWG (Thai Web Generator) ของคนไทย หลายๆ คนก็ร่ำรวยกันไปแล้วกับโปรแกรมเหล่านี้ แต่เวลาคงต้องทำอย่างเนียนและระวังให้มากขึ้นเนื่องจากเว็บที่ถูกสร้างอัตโนมัติเพื่อหวังโฆษณา adsense แบบนี้เรียกกันว่า MFA site คือ Make For Adsense site หมายถึงเว็บที่ทำเพียงเพื่อโฆษณา adsense ซึ่ง Google เองก็แบนเว็บเหล่านี้ไปไม่น้อยแล้ว ดังนั้่นปัญหาของเราคือทำอย่างไรให้ได้เว็บไซต์ให้ดีๆ เร็วๆ คงต้องใช้หลักการผสมผสานหลายๆ เทคนิคเข้าด้วยกันซึ่งจะได้พูดถึงในบทต่อๆ ไป

(to be continue …)

หลัก 8 ประการของ CRM (The Eight Myths of CRM)

August 23rd, 2007

ในช่วงไม่กี่ปีนี้ ท่านผู้อ่านอาจได้ยินได้พบถึงการพูดจาอย่างหนาหูเกี่ยวกับเรื่อง CRM ทั้งในหน้าหนังสือพิมพ์ และในวงการจัดสัมมนาต่างๆ และเป็นเรื่องยากที่จะหาอ่านบทความที่ตีพิมพ์ในเอกสารทางธุรกิจ หรือ White Paper หรือหนังสือใดๆที่เกี่ยวข้องกับ CRM โดยไม่อ่านพบถึงอัตราความล้มเหลวที่สูงของ CRM หรือสูตรใหม่ๆ ที่พยายามกล่าวถึงของความสำเร็จในการทำ CRM ในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต

อย่างไรก็ตาม เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า หลักการของ CRM มักลงเอยด้วยการเป็นอุดมการณ์ทางธุรกิจมากกว่าที่จะเป็นการจุด ประกายเเนวคิดทางธุรกิจ ซึ่งประกอบไปด้วยหลักการทางธุรกิจที่สูงส่ง เเละทางออกที่บางครั้งฟังดูเกินจริง เเละยึดเป็นหลักปฏิบัติไม่ได้มักจะเป็นกับดักให้บรรดาบริษัทที่ปรึกษาได้ ช่องทางในการเสนอการให้คำปรึกษาในเรื่องใหม่ๆ เพื่อหาเงินเข้ากระเป๋ามากกว่า

นักบริหารของ CRM จำต้องทำการล้มล้างหลักการอันสวยหรูเหล่านั้น เพื่อที่จะปรับโครงสร้างระบบการบริหารใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ใน ปัจจุบัน ที่องค์กรส่วนใหญ่กำลังเผชิญอยู่ หรือมิฉะนั้นอาจจำต้องเผชิญหน้ากับสภาวการณ์ที่เสี่ยงหรือมีผลกระทบในด้าน ลบที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

Myth 1 : CRM can be purchased
หลักประการเเรก : CRM สามารถทำเงินได้

นอกเหนือไปจากการให้คำปรึกษาของบรรดาที่ปรึกษา ตลอดไปจนถึงการเปลี่ยนเเปลงและปรับปรุงวิธีในการบริหารงานในองค์กร เเละการปรับโครงสร้างของกระบวนการ บริษัทโดยส่วนใหญ่กันงบประมาณไว้ราว 75% เพื่อการพัฒนาในทางเทคโนโลยี โดยทั้งนี้มักเพิกเฉยต่อการพัฒนาในทางทรัพยากรมนุษย์โดยรวม

ความจริงแล้วบริษัทที่ใช้กระบวนการของ CRM ที่ดีที่สุดนั้น มักมีการลงทุนในเชิงเทคโนโลยีน้อยมาก เเละกลับไปให้ความสำคัญกับวิธีการง่ายๆ ในการพัฒนาเเรงจูงใจในองค์กร และให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์ในเชิงธุรกิจตามกระบวนการของ CRM เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดมากกว่า

Myth 2 : Customers can be managed
หลักการประการที่ 2 : องค์กรสามารถรับมือกับปัญหาของลูกค้าได้

บริษัทส่วนใหญ่ที่พยายามที่จะบริหารจัดการกับลูกค้าของตน ด้วยการเน้นด้านการบริหารจัดการลูกค้าเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยการเน้นผลกำไรเเละลดต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายของกระบวนการเป็นสำคัญ

หลายๆ บริษัทได้เพิ่มความพยายามที่จะฝึกพนักงานภายในองค์กรของตนเองให้มีหัวใจ เเละเเรงจูงใจในการบริการ ทั้งนี้เเละทั้งนั้น บริษัทควรจะต้องยึดความต้องการของลูกค้าเเละผู้บริโภคเป็นเกณฑ์หลัก หลังจากนั้นจึงค่อยกำหนดแผนกลยุทธ์เพื่อที่จะสนองความต้องการของกลุ่ม ลูกค้าด้วยสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคต้องการมากกว่า

Myth 3 : Sales can be automated
หลักการประการที่ 3 : กลยุทธ์ในการขายสามารถทำการควบคุมได้

กลยุทธ์นี้ชี้เเนะให้ผู้บริหารหันไปให้ความสำคัญในการลดภาระและวงจรที่ เยิ่นเย้อของกระบวนการขายโดยพนักงานขาย และใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้เกิดความรวดเร็วและแม่นยำขึ้น รวมทั้งลดเวลาลง และปล่อยให้พนักงานขายมีโอกาสไปใช้ความสามารถหลักของเขา คือการขายมากกว่า

ในกระบวนการของ CRM จะเน้นหนักไปในการสนับสนุนให้พนักงาน Sales ทุกคนทำงานอย่างเต็มความสามารถ โดยการวางกลยุทธ์ในการขายเเละการให้บริการที่ดี โดยใช้เทคโนโลยีเป็นส่วนประกอบเเทนที่จะพุ่งความสนใจไปที่กระบวนการขาย เเต่เพียงอย่างเดียว เช่น พนักงานขายไม่ควรมามัวเสียเวลากับการกรอกแบบฟอร์มการขาย การตรวจสอบสินค้าที่มีในสต๊อก ตลอดจนการส่งออร์เดอร์ ไปยังแผนกต่างๆขององค์กร หาก CRM สามารถเข้าไปจัดการกับกระบวนการ Back Office ได้

Myth 4 : Start with a 360-degree customer view
หลักการประการที่ 4 : การปรับกลยุทธ์ไปในเเนว 360 องศา โดยเน้นไปที่การบริการลูกค้าเป็นเกณฑ์

การเริ่มวางระบบ CRM นั้นมักเริ่มจากการวางระบบภายในแบบบูรณาการที่สมบูรณ์ และนั่นมักถือว่าเป็นภารกิจที่สำคัญที่สุดในการทำ CRM โดยทั้งนี้ CRM ส่วนใหญ่ที่มักจะล้มเหลว เพราะต่างมองในภาพใหญ่จนเกินไป และไปเชื่อพวก Consultant ที่มุ่งขายแต่ Software ซึ่งต้องลงทุนมาก แทนที่จะไปให้ความสำคัญต่อการลำดับข้อมูลที่ดี เเละเป็นประโยชน์ของลูกค้าที่สำคัญขององค์กร ซึ่งจะสามารถช่วยให้บริษัทน้ำเอาข้อมูลเหล่านั้นมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพใน การจัดการกับลูกค้าต่างๆได้ ทั้งด้านการ Cross Selling และ Up Selling

การปรับกลยุทธ์ในเเบบ 360 องศานี้ เชื่อว่าสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการคลี่คลายโครงการที่มีความซับซ้อน มากๆ ตลอดทั้งปี ให้เเปรสภาพเป็นลายเเทง หรือคัมภีร์ในการเพิ่มผลกำไรในระยะยาวได้

Myth 5 : Integration is a product
หลักการประการที่ 5 : กลยุทธ์ของการบูรณาการ สามารถสร้างผลกำไรได้

เป็นที่ทราบกันดีว่า กระบวนการในการบริหารที่มีความขัดเเย้ง (Conflicting) ภายในตนเอง จะส่งผลในด้านลบต่อการบูรณาการ (Integration) โดยทั้งนี้เราจึงควรจะทำความเข้าใจต่อสภาวการณ์เหล่านี้ให้ชัดเจน การบูรณาการต้องคำนึงถึงกระบวนการทางธุรกิจ ซึ่งที่ปรึกษาด้าน CRM จะต้องเข้าใจว่า Software ทุกตัวไม่สามารถนำมาใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องมีการ Tailor-made หรือ Customized ให้เข้ากับแต่ละแผนกหรือธุรกิจกันก่อน

Myth 6 : Customer retention means service
หลักการประการที่ 6 : กลยุทธ์ในการรักษาลูกค้าคือการบริการเป็นเลิศ

กลยุทธ์ในการบริการลูกค้าที่สมบูรณ์เเบบนั้นสามารถสร้างความพึงพอใจให้กับ ลูกค้าเเละลดต้นทุนที่ต้องเสี่ยงในระยะยาวได้ แต่ลูกค้าที่พึงพอใจก็อาจจากเราไปได้ ทั้งนี้เพราะการบริการลูกค้าให้พึงพอใจนั้น อาจไม่ใช่กลุ่มลูกค้าหรือบุคคลที่มีส่วนในการตัดสินใจซื้อก็ได้ แต่อย่างไรก็ตาม การบริการลูกค้าให้มีความพึงพอใจสูงสุดนั้น ก็เป็นส่วนหนึ่งของการลดอัตราการเสี่ยงที่ลูกค้าจะตีตนออกห่างจากเราไปได้ ในกรณีที่ลูกค้าเริ่มพิจารณาถึงทางเลือกอื่นๆในสินค้าหรือบริการนั้นๆ กลยุทธ์ในการบริหารเเบบ Retention Management ควรที่จะมีระบบที่เข้มเเข็งภายในตนเอง เพื่อที่จะสามารถตอบสนองต่อพฤติกรรมในการบริโภคที่ดี เเละเสริมสร้างเเรงจูงใจในเชิงบวกเเก่ผู้บริโภคให้มีมากยิ่งขึ้น

Myth 7 : One size CRM fits all
หลักการประการที่ 7 : กลยุทธ์ CRM เหมาะกับทุกๆสถานการณ์

ในอุตสาหกรรมการให้บริการที่เน้นหนักไปในการให้บริการเเบบส่วนตัว (One to One) บริษัททั้งหลายยังคงความเชื่อว่ามีทางออกที่ดีที่สุดสำหรับองค์กรในการขจัด ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับงานบริการได้

การเเก้ปัญหาที่ทรงประสิทธิภาพตามเเบบฉบับของ CRM นั้น ขึ้นอยู่กับว่าองค์กรจะสามารถเข้าถึงปัญหาในเเง่มุมใด เพราะหากองค์กรนั้นๆไม่มีประสิทธิภาพที่จะเข้าถึงวัตถุประสงค์ของการ ประยุกต์ใช้เเล้ว ก็จะไม่สามารถวางกลยุทธ์เเละหาโอกาสที่เหมาะสมในการรับมือกับปัญหา เเละการเพิ่มผลผลิตได้

Myth 8 : If you build it they will come
หลักการประการที่ 8 : การสร้าง Website ให้เป็นประโยชน์ได้

ในปัจจุบัน Website นั้นเต็มไปด้วยการให้บริการทางธุรกิจในรูปเเบบของ E-commerce เเละ E-service ซึ่ง Web site เหล่านี้พยายามจะมอบเเละเสริมสร้างองค์ความรู้ให้เเก่ผู้ใช้ เเต่เป็นที่น่าสังเกตว่าน้อยคนนักที่จะพึ่งพาสิ่งเหล่านี้อย่างจริงจัง

อีกประการหนึ่งก็คือ เราไม่ควรที่จะประยุกต์ใช้ฟังก์ชั่น CRM ใหม่ๆเข้ามาในเเวดวงของการบริหาร โดยที่ยังไม่ได้ผ่านการตรวจสอบ ที่ดี จึงสมควรอย่างยิ่งที่ผู้ทำการประยุกต์ใช้ Website และเตรียมพร้อมในการรับมือกับสภาวการณ์ หรือความกดดันต่างๆ ในกรณีที่อาจเกิดอุปสรรคขึ้นได้

ทีมนักบริหารของ CRM ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดได้ทุ่มเทเวลา เเละทำการศึกษาเกี่ยวกับการวางโครงสร้างทางการตลาด การฝึกอบรม ตลอดไปจนถึงการประยุกต์ใช้เเบบประเมินผลกับ Computer Software เพราะทั้งนี้เเละทั้งนั้นสิ่งที่พึงระลึกไว้ก็คือไม่มีทางลัด (Short Cut) ใดๆ ที่จะเป็นหนทางไปสู่ธุรกิจการบริการที่สมบูรณ์เเบบได้

บริษัทเเละองค์กรต่างๆ จึงควรเป็นอย่างยิ่งที่จะทุ่มเทเวลาอย่างจริงจัง ในการศึกษาค้นคว้าเเละพัฒนาคุณภาพของธุรกิจการให้บริการเเละการประกอบการ รวมทั้งควรทำการศึกษาเเละค้นคว้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นเเละโอกาสของการ ให้บริการ ทั้งนี้รวมไปถึงการตั้งเป้าหมาย (Goals) โดยยึดเเนวทางทฤษฎีเเละเเนวทางปฏิบัติเป็นหลัก เเละที่ถือเป็นส่วนสำคัญอีกประการหนึ่ง ก็คือการลำดับความสำคัญของกระบวนการในการวางกลยุทธ์อย่างเป็นขั้นตอน ทั้งนี้เพื่อให้ธุรกิจเเละการบริการสามารถดำเนินไปอย่างมีคุณภาพเเละเพื่อ การสร้างผลกำไรที่ดี

What is Relationship Marketing? Description

August 23rd, 2007

Relationship Marketing is an approach which emphasizes the continuing relationships that should exist between the organization and its customers. It emphasizes the importance of customer service and quality and of developing a series of transactions with consumers. The terminology was first described by Theodore Levitt in 1983.

ถึงเวลาที่เราควรทำ การตลาดสัมพันธ์ (CRM)

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ พวกเรานักการตลาดและนักธุรกิจที่มีการพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา ไม่ให้อยู่นิ่ง มักจะได้ยินได้ฟัง การจัดสัมมนาและ Workshop เกี่ยวกับเรื่อง CRM หรือการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ หรือบางทีเราก็เรียกว่า เป็นการทำการตลาดสัมพันธ์ แต่เรามักจะมีประสบการณ์กับ การจัดสัมมนาที่ลงท้ายด้วยการโฆษณาขาย Software Solution ของคนจัดและพยายามบอกเรา ว่า Software ของเขาสามารถทำได้ทุกอย่างที่เราต้องการ

ผมได้มีโอกาสเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้มาในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา และก็มีท่านผู้อ่าน E-mail และโทรศัพท์มาหาผมมากมาย เพื่อให้ผมไปพูดให้องค์กรของเขาฟังว่า CRM ที่แท้จริงคืออะไร ในฉบับนี้ ผมจึงอยากถือโอกาสนี้ สรุปบางประเด็นที่ผมพูดให้ท่านผู้อ่านได้อ่านบ้าง และสำหรับท่านที่ยังสงสัย ผมทราบมาว่า ทาง BrandAge กำลังรวบรวมเนื้อหาการสัมมนาในงานเปิดตัวหนังสือ �รวมพลคนสร้างแบรนด์� เป็นเล่มเพื่อตอบสนองท่านผู้อ่านที่ไม่สามารถเข้าร่วมงานในวันนั้นได้ ก็ขอให้ติดตามผลงานในเร็วๆ นี้

ว่าด้วยการตลาดความสัมพันธ์ ทำไมต้องมีการตลาดความสัมพันธ์ (Relationship Marketing)? ก็เพราะถ้าคุณสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้ดี คุณก็จะสามารถรักษายอดขายของคุณได้ Relationship Marketing หรือ RM คืออะไร ? RM คือ ยุทธศาสตร์ใหม่ …. คือ เรื่องของการใช้เทคนิค และเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพื่อให้คุณชนะใจลูกค้าและรักษาลูกค้านั้นของคุณไว้ตลอดชีวิต หรือเรียกว่า Lifetime Customer ความแตกต่างระหว่างการทำ RM กับการทำการตลาดแบบดั้งเดิม (Traditional Marketing) คืออะไร? หนึ่ง : การตลาดแบบดั้งเดิมนั้นเป็นการทำการตลาดที่มุ่งเน้นที่ส่วนแบ่งตลาดเป็น สำคัญ ในขณะที่การตลาดแบบ RM เราต้องการส่วนแบ่งของลูกค้า (Share of Customer) การที่เราจะทุ่มเงินให้ได้ลูกค้ามาซื้อสินค้า หรือบริการเพิ่มขึ้นนั้นเป็นไปได้ยากขึ้น เพราะลูกค้าในปัจจุบันมีจำกัด ฉะนั้น สิ่งที่บริษัทธุรกิจจะทำได้ในศตวรรษนี้ คือ ทำอย่างไรที่จะให้คนๆหนึ่ง ซึ่งเป็นลูกค้าของท่านซื้อเพิ่มขึ้นจาก 20% เป็น 40% เท่านั้นเอง ท่านก็สามารถเพิ่มยอดขายอีกเท่าตัว นั่นคือ Share of Customer หรือส่วนแบ่งของลูกค้า สอง : การทำการตลาดแบบดั้งเดิมเป็นความพยายามที่จะสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ เช่น แชมพูสำหรับผมแตกปลาย ผมแห้ง ผมมัน ขณะที่ RM มุ่งเน้นที่การสร้างความแตกต่างของลูกค้า (Differentiate Customer) คุณต้อง Differentiate Customer ยกตัวอย่างพฤติกรรมลูกค้า ลูกค้าบางกลุ่มเป็นลูกค้าที่สบายๆ บางกลุ่มเป็นลูกค้าที่จู้จี้แต่ก็ยังพอรับได้ แต่ลูกค้าบางกลุ่มที่ Super JJ คือ �จู้จี้แอนด์จุกจิก� พวกนี้คุณต้องค่อยๆ ใส่พานประเคนไปให้คู่แข่งคุณ คือ ยกชิ้นกระดูกไปให้คู่แข่ง !! ต้อง Differentiate Customer ไม่ใช่ไป Differentiate Product ครับ! สาม : การทำการตลาดแบบดั้งเดิมจะเน้นบริหารจัดการเรื่องผลิตภัณฑ์ แต่ถ้าเป็น RM คุณจัดการที่ลูกค้า ทำอย่างไรที่จะทำให้ลูกค้าพึงพอใจมากที่สุด? เพราะฉะนั้น กล่าวโดยสรุป ก็คือ การตลาดแบบดั้งเดิมเป็นการผลิตสินค้าก่อนแล้วค่อยไปหาคนมาซื้อ แต่ถ้าเป็นการตลาดยุคใหม่ หรือการตลาดความสัมพันธ์ (RM) หรือการตลาดแบบหนึ่งต่อหนึ่ง (One-to-One Market- ing) หรือ CRM ที่เราพูดกัน คุณต้องไปสำรวจหาลูกค้าก่อนที่คุณจะไปเสนอสินค้า เช่น ลูกค้าชอบอะไร? ลูกค้าชอบรสต้มยำหมูสับ แต่ไปออกต้มยำอย่างอื่นก็อาจจะไม่มีใครซื้อ เหตุผลที่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากตลาดและอุตสาหกรรมส่วนใหญ่กำหนดหรือมุ่งไปที่ลูกค้ามากกว่าตัว สินค้า ประกอบกับลูกค้ามีอิสระมากขึ้น มีความต้องการมากขึ้น ฉลาดมากขึ้น มีการศึกษาดีขึ้น สมัยก่อนเราได้ยินว่า ของดีราคาถูกมีที่ไหน? แต่ลูกค้าวันนี้บอกว่ามี ! ของดีแล้วต้องราคาถูก ! ถ้าของดีราคาแพงก็ไม่ซื้อ

เพื่อสร้างความได้เปรียบ องค์กรต่างต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับคู่ค้าและลูกค้ามากยิ่งขึ้น เราเรียนรู้ตำราพิชัยสงครามซุนวูว่า �รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง� ผมอยากถามท่าน ผู้อ่านว่า จะมีสักกี่คนที่รู้เขา ? เผลอๆยังมีที่ไม่รู้เราด้วย ไม่รู้ว่าตัวเองขายสินค้าอะไร? ไม่รู้ว่าตำแหน่งผลิตภัณฑ์ของบริษัทคืออะไรด้วยซ้ำไป? ลองถามเจ้านายหรือลูกน้องท่านดูซิครับ นี่จึงเป็นประเด็นสำคัญที่สุด ถ้าคุณยังไม่รู้แม้กระทั่งตัวเองคือใคร? คุณจะไปสู้กับเขาได้อย่างไร? ในโลกทุกวันนี้ ทุกองค์กรต่างพุ่งความสนใจและให้ความสำคัญไปที่การเพิ่มความถี่ของการซื้อ หรือการใช้มากกว่า โดยเน้นไปที่ลูกค้าที่มีความจงรักภักดี เหตุผลที่ทำเช่นนั้นได้ ก็เพราะว่าวิวัฒนาการของเทคโนโลยีที่ทำให้เราสามารถทำการตลาดแบบเฉพาะเจาะ จงได้ สามารถเข้าถึงลูกค้าแบบถึงตัวได้ ทำให้เราได้ศัพท์ใหม่ทางการตลาดที่เรียกว่า Mass Customization ก็คือ ทำแบบเฉพาะเจาะจงให้กับแต่ละคนได้เป็นจำนวนมากๆด้วย โดยอาศัยเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต และยังสามารถทำให้เราเพิ่มการตอบรับจากลูกค้าได้มากขึ้น ฉะนั้น การที่มีอินเตอร์เน็ต และเศรษฐกิจดิจิตอลเกิดขึ้นมานี้ ทำให้องค์กรต่างๆ ตื่นตัวและปรับตัวกับเทคโนโลยีเหล่านี้ โดยเฉพาะการเปิดรับคนรุ่นใหม่ เข้าแทนที่พนักงานรุ่นเก่าที่จะเป็นไม้แก่ดัดยาก และมีปัญหาการใช้เทคโนโลยี เนื่องจากโลกเราเป็นโลกาภิวัตน์ ฉะนั้น พวกเรานักการตลาดรุ่นใหม่ เราจะต้องรับมือกับภาวะความซบเซาทางเศรษฐกิจที่หลายคนพูดกันตลอดเวลาว่า ปีนี้และปีหน้าอาจจะเกิดภาวะเงินฝืดและเศรษฐกิจโลกตกต่ำ เพราะสงครามอิรัก แต่สำหรับผมคิดว่า ภาวะเงินฝืดน่าจะไม่เกิด ยกเว้นอเมริกาโจมตีอิรักและทำให้สงครามยืดเยื้อ กว่าบทความนี้ออกตีพิมพ์ สงครามก็คงจะจบแล้ว ดังนั้น สิ่งที่ผมอยากฝากไว้คือ

เราจะต้องประเมิน Resource ของท่านใหม่ ต้องมีการพิจารณาทรัพยากรในองค์กรใหม่ คือ 1. ส่วนผสมทางด้านภูมิศาสตร์ (Geographical Mix) จากเดิมที่ขายสินค้ากันทุกภาคเลย ทั้งที่สินค้าบางตัวของคุณอาจจะแข็งแรงและทำกำไรได้เฉพาะบางภาค บางภาคอาจไม่ได้กำไร เพราะฉะนั้น ควรจะตัดภาคที่ไม่ได้กำไรทิ้งไหม? แล้วรวมทรัพยากร ดึงทหารหรือถอนทหารกลับมาเสริมจุดที่เราแข็งแกร่งที่สุดและมีกำไรดีที่สุด หรือเปล่า? ผมเคยได้ยินผู้บริหารท่านหนึ่งพูดประโยคหนึ่ง ตอนที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งใหม่ๆ ผมชอบมาก เขาบอกว่า บางครั้งเราจำเป็นต้องยอมแพ้บางสมรภูมิรบ เพื่อเอาชนะสงครามในที่สุด และตัวอย่างที่เราได้เห็นก็คือ การที่ CP ตัดขายทิ้งทุกอย่างที่ไม่ใช่ Core Business ของตัวเองหลังเกิดวิกฤต เหลือแต่ธุรกิจหลักของเขาอยู่ 3 อย่าง นั่นคือ ธุรกิจการเกษตร ธุรกิจโทรคมนาคม กับธุรกิจค้าปลีก 2. ส่วนผสมทางด้านเซ็กเม้นต์ตลาด (Market Segmentation Mix) คุณเลือกทุก เซ็กเม้นต์ไม่ได้ ก็เหมือนกันคุณต้องพิจารณาใหม่ว่า ส่วนของตลาดส่วนไหนที่มีผลกำไรที่สุด แล้วมุ่งไปที่ตลาดนั้น 3.ส่วนผสมทางด้านลูกค้า (Customer Mix) กลุ่มลูกค้ากลุ่มใดที่ทำเงินให้คุณมากที่สุด ดูแลเขาให้ดีที่สุด หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง รักษาลูกค้าที่ให้กำไรสูงสุดต่อองค์กรของเราไว้ 4.ส่วนผสมทางด้านผลิตภัณฑ์ ช่องทางการจัดจำหน่าย และการส่งเสริมการขาย (Product, Channel & Promotion Mix) ก็เหมือนกัน คุณต้องตัดสินใจว่า คุณต้องการจะบุกเพื่อจะได้ส่วนแบ่งตลาด หรือตั้งป้อมเพื่อรักษาส่วนที่คุณมีอยู่ ในสถานการณ์แบบนี้ โอกาสที่คุณจะได้ส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มคงยากมาก ยิ่งถ้าคุณเป็นผู้นำตลาด (Brand Leader) ยิ่งเป็นช่วงที่ลำบากที่สุดในการที่จะล้มหรือฆ่าแบรนด์อันดับ 2, 3, 4 ฉะนั้น คุณต้องแน่ใจว่า จะสามารถคงคำมั่นสัญญาที่มีคุณค่าโดยผ่านแบรนด์ของท่าน (Maintain the Value Proposition Promise by Your Brand) ด้วยการระดมทรัพยากรทั้งหมด เพื่อที่จะมั่นใจได้ว่า คุณจะคงรักษาภาพลักษณ์และคำมั่นสัญญาที่คุณให้กับลูกค้าไว้ได้ แล้วก็พยายามที่จะเพิ่มคุณค่าของผลิตภัณฑ์ แทนที่จะเข้าสู่สงครามราคา

Reference :
http://www.12manage.com/methods_levitt_relationship_marketing.html
http://www.brandage.com/issue/edn_detail.asp?id=837
http://www.budmgt.com/topics/top01/kotlermktneweco.html